C-box Farmer

คุยกัน..ชายทุ่ง --เวทีแลกเปลี่ยน ความรู้ ของเกษตรกร ก้าว หน้า--

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

เตือนภัยสารพิษเคมีการเกษตร ในประเทศไทย ขั้นสูงสุด

แพทย์อุบลกังวลสารพิษเกษตรฉุดสุขภาพคนไทยทรุด
Posted: 02 Sep 2013 01:38 AM PDT

นพ.สสจ.อุบลฯเผยผลตรวจเลือดเกษตรกรพบ 70% เสี่ยงและไม่ปลอดภัยจากสารพิษฆ่าแมลง สหภาพยุโรปจับมือม.อุบลฯเร่งหนุนเกษตรอินทรีย์


นายแพทย์ใหญ่อุบล กังวลสารพิษทางเกษตรฉุดสุขภาพคนไทยทรุด รองผู้ว่าฯ รับนโยบายเสนอผุดศูนย์เกษตรอินทรีย์ ขณะที่สหภาพยุโรปจับมือ ม.อุบลฯ โชว์โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ครบวงจร ผุดงานวิจัยรับมือความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ชี้ภายในปี 2560 เกษตรกรผ่านใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อย่างน้อย 100 ครอบครัว 

เมื่อวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2556 ที่ห้องประชุมพิบูลมังสาหาร อาคารวิจัยเครือข่ายและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สหภาพยุโรป ร่วมกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แถลงข่าวเปิดตัวโครงการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมแถลงข่าว ได้แก่ นายสุทธินันท์ บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คุณอรุณศิริ โพธิ์ทอง ผู้ประสานงานโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย นายแพทย์สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขอุบลราชธานี ดร.อินทิรา ซาฮีร์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นายสุชัย เจริญมุขยนันท ผู้อำนวยการสื่อสร้างงสุขอุบลราชธานี ดำเนินรายการ โดยมีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมรับฟังและสื่อมวลชนเข้าร่วมทำข่าวอย่างคับคั่ง

นายสุทธินันท์ บุญมี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวว่า ในจังหวัดอุบลราชธานีมีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์เพียง 0.389% สาเหตุเพราะ ไม่มีที่ขาย,ไม่มีเครือข่าย,ราคาไม่ต่างกับใช้เคมี,ขาดการประชาสัมพันธ์,มาตรฐานอินทรีย์ยังไม่ชัดเจน,ผู้บริโภคไม่เชื่อมั่น และขาดข้อมูล ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันผลักดันศูนย์อินทรีย์อุบลราชธานี เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพของประชาชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อินทิรา ซาฮีร์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ประธานคณะทำงานโครงการกล่าวว่า โครงการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อความมั่นคงทางอาหารและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินงานโดยคณะทำงานโครงการฯ ภายใต้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิประชาสังคมจังหวัดอุบลราชธานี

ปัจจุบัน เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้ผลิต ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเกษตรกรยังต้องกดดันตัวเองให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปหักลบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้เกษตรกรยังต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกร จากสภาพปัญหาดังกล่าว โครงการฯ นี้ได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ได้แก่การผลักดันให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการทำนาจากเคมีเป็นอินทรีย์จำนวน 200 ครอบครัว และภายในปี 2560 ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จำนวน 100 ครอบครัว มีการวิจัยพัฒนารูปแบบการทำนาอินทรีย์เพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยการผสมผสานความรู้จากภูมิปัญญาในท้องถิ่นและข้อมูลจากงานวิจัย ดำเนินการให้มีสหกรณ์เพื่อส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างครบวงจร ทั้งการผลิต การแปรรูป การตลาด นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านการขยายผลการทำเกษตรอินทรีย์สู่เกษตรกรที่สนใจ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับผลดีของการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับบุคคล องค์กร และหน่วยงานหลากหลายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

โครงการนี้มีระยะเวลาการดำเนินงาน 4 ปี งบประมาณโครงการ 20 ล้านบาท โดยได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรปร้อยเป็นจำนวนเงิน 18 ล้านบาทมีพื้นที่การทำงานในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 11 พื้นที่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรบ้านดอนหมู ตำบลขามเปี้ย อำเภอตระการพืชผล, กลุ่มเกษตรกรบ้านทองหลาง ตำบลท่าโพธิ์ศรี อำเภอเดชอุดม, กลุ่มเกษตรกรบ้านหนองมัง ตำบลโนนกลาง อำเภอสำโรง, กลุ่มเกษตรกรบ้านหนองไฮ ตำบลโนนกลาง อำเภอพิบูลมังสาหาร, กลุ่มเกษตรกรบ้านคำสร้างไชย-บ้านบัวเทิง อำเภอสว่างวีระวงศ์, กลุ่มเกษตรกรตำบลม่วงใหญ่-ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร, กลุ่มเกษตรกรบ้านดงบัง-บ้านหนองบ่อ ตำบลหนองบ่อ อำเภอเมือง,กลุ่มเกษตรกรบ้านจานตะโนน ตำบลหนองบ่อ อำเภอเมือง และกลุ่มเกษตรกรบ้านคูเมือง ตำบลคูเมือง อำเภอวารินชำราบ

น.พ.สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานีเปิดเผยว่า สถิติประชาชนเจ็บป่วยจากการเป็นมะเร็ง,โรคตับ,โรคไตมากขึ้นซึ่งสาเหตุก็เกิดจากพฤติกรรมการกินของเรา ตับ,ไตต้องทำหน้าที่เก็บและทำลายสารพิษ เมื่อมีสารพิษมากก็ทำงานหนักเจ็บป่วยกันมากขึ้น จากผลการตรวจเลือดเกษตรกรล่าสุดของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ พบว่าเกษตรกรกลุ่มเสี่ยง 100 คน พบ 70 คน เสี่ยงและไม่ปลอดภัยจากสารพิษฆ่าแมลง เป็นข้อมูลที่น่าตกใจมาก อ.กุดข้าวปุ้น เสี่ยงสูงสุดถึง 79% 

แม้แต่เห็ดที่เรากินกันเป็นปกติไม่มีพิษ ปัจจุบันที่ขึ้นใกล้สวนยางพารา ก็ซึมซับพิษจากยาฆ่าหญ้ามาด้วย อันตรายมาก ข้าวก็เช่นกัน ข้าวเป็นพืชที่ดูดซึมสารพิษได้ดีมาก ทราบมาว่าบางพื้นที่ชาวนาฉีดยาฆ่าหญ้าสูงสุดถึง 5 ครั้ง พิษนั้นจะถูกดูดซึมไปที่ไหน การที่สหภาพยุโรปและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพร้อมภาคีเครือข่ายจับมือกันหนุนเกษตรกรให้ปลูกแบบอินทรีย์นั้นน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง โรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดอุบลฯยินดีซื้อผลผลิตจากท่าน

ในงานครั้งนี้ มีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ การแสดงละครสะท้อนวิถีการทำเกษตรที่เต็มไปด้วยการใช้สารเคมีในยุคปัจจุบัน ผ่านบทละครของกลุ่มสื่อใสวัยทีนในเรื่อง “เด็กชายอินทรีย์” อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง : http://vvoicetv.com/news-id4939.html

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทำไมต้อง เกษตรอินทรีย์ ถ้าไม่ คือ เสียโอกาส สำหรับเกษตรกรไทย

เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นหลักที่การปรับปรุงบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์ลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรอินทรีย์พยายามประยุกต์กลไกและวัฐจักรธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืชและสัตว์เลี้ยง 

หลักการเกษตรอินทรีย์นี้เป็นหลักการสากล ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-สังคม ภูมิอากาศ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

แนวคิด

แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์คือ การบริหารจัดการการผลิตทางการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากการเกษตรแผนใหม่ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งสูงสุด โดยการพัฒนาเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับการให้ธาตุอาหารพืชและป้องกันกำจัดสิ่งมีชีวิตอื่นที่อาจมีผลในการทำให้พืชที่ปลูกมีผลผลิตลดลง แนวคิดเช่นนี้เป็นแนวคิดแบบแยกส่วน เพราะแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนฐานการมองว่า การเพาะปลูกไม่ได้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ดังนั้นการเลือกชนิดและวิธีการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ มุ่งเฉพาะแต่การประเมินประสิทธิผลต่อพืชหลักที่ปลูก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร สำหรับเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นการเกษตรแบบองค์รวมจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน, การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์ม ทั้งนี้เพราะแนวทางเกษตรอินทรีย์อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำการผลิต ดังนั้นเกษตรอินทรีย์จะประสบความสำเร็จได้ เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้กลไกและกระบวนการของระบบนิเวศ
จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เกษตรอินทรีย์จึงปฏิเสธการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี เนื่องจากสารเคมีการเกษตรเหล่านี้มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศ นอกเหนือจากการปฏิเสธการใช้สารเคมีการเกษตรแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของวงจรของธาตุอาหาร, การประหยัดพลังงาน, การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือได้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นการบริหารจัดการฟาร์มเชิงบวก (positive management) และการจัดการเชิงบวกนี้เองที่ทำให้เกษตรอินทรีย์แตกต่างอย่างสำคัญจากการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีแบบปล่อยปะละเลย (ที่มักอ้างว่า เป็นการเกษตรตามแบบธรรมชาติ) หรือเกษตรปลอดสารเคมีและเกษตรไร้สารพิษที่เฟื่องฟูในบ้านเรามานานหลายปี
เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการทำฟาร์มเชิงสร้างสรรค์ (เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรในไร่นา) ดังนั้นเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและการบริหารจัดการฟาร์มของตนเพิ่มขึ้นด้วย ผลที่ตามมาก็คือเกษตรอินทรีย์จึงเป็นแนวทางการเกษตรที่ตั้งอยู่บนกระบวนการแห่งการเรียนรู้และภูมิปัญญา เพราะเกษตรกรต้องสังเกต, ศึกษา, วิเคราะห์-สังเคราะห์ และสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการทำการเกษตรของฟาร์มตนเอง ซึ่งจะมีเงื่อนไขทั้งทางกายภาพ (เช่น ลักษณะของดิน ภูมิอากาศ และภูมินิเวศ) รวมถึงเศรษฐกิจ-สังคมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เพื่อคัดสรรและพัฒนาแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เฉพาะและเหมาะสมกับฟาร์มของตัวเองอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรผู้ผลิตและชุมชนท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงในการทำการเกษตรสำหรับเกษตรกร ตลอดจนอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม วิถีการผลิตของเกษตรอินทรีย์เป็นวิถีการผลิตที่เกษตรกรต้องอ่อนน้อมและเรียนรู้ในการดัดแปลงการผลิตของตนให้เข้ากับวิถีธรรมชาติ อาศัยกลไกธรรมชาติเพื่อทำการเกษตร ดังนั้นวิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์จึงเป็นวิถีแห่งการเคารพและพึ่งพิงธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรพื้นบ้านของสังคมไทย
แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการผลิตเพื่อการค้า เพราะตระหนักว่าครอบครัวเกษตรกรส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาการจำหน่ายผลผลิตเพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ขบวนการเกษตรอินทรีย์พยายามส่งเสริมการทำการตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และระหว่างประเทศ โดยการตลาดท้องถิ่นอาจมีรูปแบบที่หลากหลายตามแต่เงื่อนไขทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นนั้น เช่น ระบบชุมชนสนับสนุนการเกษตร (Community Support Super Mai Agriculture - CSSMA) หรือระบบอื่นๆ ซึ่งมาจากปะเทศใดในโลก ที่มีหลักการในลักษณะเดียวกัน ส่วนตลาดที่ห่างไกลออกไปจากผู้ผลิต ขบวนการเกษตรอินทรีย์ได้พยายามพัฒนามาตรฐานการผลิตและระบบการตรวจสอบรับรองที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่า ทุกขั้นตอนของการผลิต แปรรูป และการจัดการนั้นเป็นการทำงานที่พยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรักษาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นธรรมชาติเดิมมากที่สุด
โดยสรุป จะเห็นว่า เกษตรอินทรีย์เป็นระบบเกษตรที่มีลักษณะเป็นองค์รวม ที่ให้ความสำคัญในเบื้องต้นกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละเลยมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ เพราะความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ โดยแยกออกจากความยั่งยืนทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร




หลักการเกษตรอินทรีย์
หลักการสำคัญ 4 ข้อของเกษตรอินทรีย์ คือ สุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเป็นธรรม, และการดูแลเอาใจใส่ (health, ecology, fairness and care)[2]
(ก) มิติด้านสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลก
สุขภาวะของสิ่งมีชีวิตแต่ละปัจเจกและของชุมชน เป็นหนึ่งเดียวกันกับสุขภาวะของระบบนิเวศ การที่ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์จะทำให้พืชพรรณต่างๆ แข็งแรง มีสุขภาวะที่ดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ที่อาศัยพืชพรรณเหล่านั้นเป็นอาหาร
สุขภาวะเป็นองค์รวมและเป็นปัจจัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีไม่ใช่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมถึงภาวะแห่งความเป็นอยู่ที่ดีของกายภาพ จิตใจ สังคม และสภาพแวดล้อมโดยรวม ความแข็งแรง ภูมิต้านทาน และความสามารถในการฟื้นตัวเองจากความเสื่อมถอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสุขภาวะที่ดี
บทบาทของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การกระจายผลผลิต หรือการบริโภค ต่างก็มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กสุดในดินจนถึงตัวมนุษย์เราเอง เกษตรอินทรีย์จึงมุ่งที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์ และสารปรุงแต่งอาหาร ที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ
(ข) มิติด้านนิเวศวิทยา เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของระบบนิเวศวิทยาและวัฐจักรแห่งธรรมชาติ การผลิตการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทำให้ระบบและวัฐจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น
หลักการเกษตรอินทรีย์ในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนกระบวนทัศน์ที่มองเกษตรอินทรีย์ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่มีชีวิต ดังนั้น การผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของธรรมชาติ โดยการเรียนรู้และสร้างระบบนิเวศสำหรับให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของการปลูกพืช เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรต้องใส่ใจกับระบบนิเวศของบ่อเลี้ยง
การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า จะต้องสอดคล้องกับวัฐจักรและสมดุลทางธรรมชาติ แม้ว่าวัฐจักรธรรมชาติจะเป็นสากล แต่อาจจะมีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนิเวศได้ ดังนัน การจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ซ้ำ การหมุนเวียน เพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน
ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ควรสร้างสมดุลของนิเวศการเกษตร โดยการออกแบบระบบการทำฟาร์มที่เหมาะสม การฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่น และการสร้างความหลากหลายทั้งทางพันธุกรรมและกิจกรรมทางการเกษตร ผู้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ควรช่วยกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของภูมินิเวศ สภาพบรรยากาศ นิเวศท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ อากาศ และน้ำ

(ค) มิติด้านความเป็นธรรม เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต
ความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
ในหลักการด้านนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรม ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน เกษตรอินทรีย์ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดี
ในหลักการข้อนี้หมายรวมถึงการปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสภาพการเลี้ยงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการทางธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างเหมาะสม
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นำมาใช้ในการผลิตและการบริโภคควรจะต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม ทั้งทางสังคมและทางนิเวศวิทยา รวมทั้งต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องให้กับอนุชนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมนี้จะรวมถึงว่า ระบบการผลิต การจำหน่าย และการค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการนำต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาเป็นต้นทุนการผลิตด้วย

(ง) มิติด้านการดูแลเอาใจใส่ การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบ เพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย
เกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่มีพลวัตรและมีชีวิตในตัวเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ควรดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตในการผลิต แต่ในขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนี้น เทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ จะต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง และแม้แต่เทคโนโลยีที่มีการใช้อยู่แล้ว ก็ควรจะต้องมีการทบทวนและประเมินผลกันอยู่เนืองๆ ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรายังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีพอเกี่ยวกับระบบนิเวศการเกษตร ที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้น เราจึงต้องดำเนินการต่างๆ ด้วยความระมัดระวังเอาใจใส่
ในหลักการนี้ การดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการ การพัฒนา และการคัดเลือกเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในเกษตรอินทรีย์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นใจว่า เกษตรอินทรีย์นั้นปลอดภัยและเหมาะกับสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประสบการณ์จากการปฏิบัติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะสมถ่ายทอดกันมาก็อาจมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้เช่นกัน เกษตรกรและผู้ประกอบการควรมีการประเมินความเสี่ยง และเตรียมการป้องกันจากนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ และควรปฏิเสธเทคโนโลยีที่มีความแปรปรวนมาก เช่น เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและระบบคุณค่าของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ และจะต้องมีการปรึกษาหารืออย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม

ทำไมต้องเกษตรอินทรีย์
จากรายงานการสำรวจขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2543 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่ทำการเกษตรอันดับที่ 48 ของโลก แต่ใช้ยาฆ่าแมลงอันดับ 5 ของโลก ใช้ยาฆ่าหญ้าอันดับ 4 ของโลก ใช้ฮอร์โมนอันดับที่ 4 ของโลก ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรเป็นเงินปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท เกษตรกรต้องซื้อปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์เพื่อใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตทางตรงที่เกษตรกรต้องแบกรับ ส่งผลให้ต้องมีการลงทุนต่อไร่สูงและต้องใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาผลผลิตไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนเรื้อรัง มีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังนั้น เกษตรอินทรีย์จะเป็นหนทางของการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
การเกษตรสมัยใหม่ หรือเกษตรเชิงเดี่ยวก่อให้เกิดปัญหาทางการเกษตรมากมายดังนี้
  1. ความอุดมสมบูรณ์ของดินถูกทำลายต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารในดิน
  2. ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี จึงจะได้รับผลผลิตเท่าเดิม
  3. เกิดปัญหาโรคและแมลงระบาด ทำให้เพิ่มความยุ่งยากในการป้องกันและกำจัด
  4. แม่น้ำและทะเลสาบถูกปนเปื้อนด้วยสารเคมี และความเสื่อมโทรมของดิน
  5. พบสารเคมีปนเปื้อนในผลผลิตเกินปริมาณเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้เกิดภัยจากสารพิษสะสมในร่างกายของผู้บริโภค
  6. เกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศ สภาพแวดล้อมถูกทำลายเสียหายจนยากจะเยียวยาให้กลับมาคืนดังเดิม
นอกจากนั้น การเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากในพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย จึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมาก และต่อเนื่องทำให้มีสารตกค้างในเนื้อสัตว์และไข่ ส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคในระยะยาว โรควัวบ้าที่เกิดขึ้นจึงเป็นเสมือนสัญญาณอันตรายที่บอกให้รู้ว่า การเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมไม่เพียงเป็นการทรมานสัตว์ แต่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของมนุษย์ด้วย [3]

[แก้]อ้างอิง

  1. ^ สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement – IFOAM)
  2. ^ สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement – IFOAM)
  3. ^ อภิชาติ ศรีสอาด จากหนังสือ เกษตรอินทรีย์ ชุดอาหารปลอดภัย

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไทยหมดหวังเป็นครัวโลกพื้นที่เกษตรอินทรีย์ลดเหลือ 0.05 %

ไทยติดอันดับใช้สารเคมีมากที่สุดในเอเชีย
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสารเคมีต่อเกษตรกรนั้น นายวิฑูรย์กล่าวว่า เมื่อเกิดปัญหาจากการใช้สารเคมี ทั้งข้าราชการและบริษัท จะโยนความผิดนั้นให้กับเกษตรกร เช่น เกษตรกรใช้สารเคมีไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งการให้ความรู้กับเกษตรกรขั้นต้นในการใช้สารเคมีนั้น เป็นหน้าที่ที่กรมวิชาการเกษตรต้องทำ แต่ไม่มีการดำเนินการ เช่นกรณีสารเคมีอันตราย 4 ชนิด ที่มีการคัดค้านนั้น กรมวิชาการเกษตรสามารถจะห้ามใช้ได้ตั้งแต่ต้น แต่กลับไม่ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ที่ควรจะเป็น และยังมีตัวเลขชัดเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศว่า สัดส่วนการปนเปื้อนของสารเคมีอันตราย  4 ตัวนี้ โดยเฉพาะ 2 ตัวแรก คือ คาโบฟูราน และเมทนิล มีสัดส่วนประมาณ 30-50 % ซึ่งทั้งสองชนิดนี้จะมีฤทธิ์แรง ค่ามาตรฐานความปลอดภัยจึงต่ำ ดังนั้นจึงเห็นส่วนเกินที่ตกค้างเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยค่อนข้างชัด อย่างไรก็ตามมีนักวิชาการที่เคยทดลองการใช้คาโบฟูราน และเมทนิล ตามค่ามาตรฐานคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร และเก็บเกี่ยวตามเวลา ปรากฏว่ายังพบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึง 10 เท่า

“คิดดูว่าเมื่อทำตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรแล้วยังตรวจพบ จึงไม่น่าแปลกใจว่าสินค้าการเกษตร ผักต่างๆที่ส่งไปยุโรปจะมีสารเคมีพวกนี้ตกค้างอยู่  ถึงแม้จะใช้อย่างถูกต้อง แต่ฤทธิ์ของสารเคมีเหล่านี้ ยังเกินระดับที่จะรับได้ ซึ่งควรจะมีการห้ามใช้อย่างเด็ดขาด”

สำหรับทางออกในระยะยาวนั้น นายวิฑูรย์มองว่าการจะแก้ปัญหาการใช้สารเคมีเหล่านี้ ต้องเปลี่ยนระบบการผลิตเป็นระบบที่ปลอดภัย สอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ต้องทำให้เกิดขึ้นเกินครึ่งประเทศ แต่ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้สารเคมีอยู่นั้น คงต้องมีทางเลือกที่ปลอดภัย  ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ที่จะหาวิธีการทำให้ปลอดภัยกับชีวิตของเกษตรกรมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดคือการเลิกใช้ให้เหมือนอารยประเทศ

“การใช้สารเคมีทำร้ายคน เป็นการฆ่าคนที่ป่าเถื่อน”

ส่วนสถานการณ์การใช้สารเคมีในต่างประเทศ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ศึกษาแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญในเอเชีย พบว่าประเทศไทยมีปริมาณการใช้สารเคมีสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ขณะที่สหรัฐอเมริกาพยายามไม่ให้เกษตรกรใช้ยาปราบศัตรูพืช และมีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสหรัฐอเมริกาจะตรวจสอบสารเคมีในพืชผักของตนเอง ในขณะที่ส่งสารเคมีเหล่านี้ไปจำหน่ายยังประเทศอื่นได้ นอกจากนี้นโยบายของประเทศอุตสาหกรรม และประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง ได้กำหนดให้คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น เป็นสารเคมีต้องห้าม ไม่สามารถผลิต นำเข้า ใช้ในพืชผลทางการเกษตรได้ เนื่องจากมีความเป็นพิษสูง มีการใช้ที่ไม่เหมาะสมทำให้ปนเปื้อนในแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

ไทยหมดหวังเป็นครัวโลกพื้นที่เกษตรอินทรีย์ลดเหลือ 0.05 %


นายวิฑูรย์กล่าวอีกว่า ทางออกหนึ่งของการลดการใช้สารเคมีที่หลายประเทศทั่วโลก กำลังหันกลับมาเดินในแนวทางนั้นคือ เกษตรอินทรีย์ ซึ่งจากการทำงานตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่ที่ทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยลดน้อยลง โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ พื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับรองตามมาตรฐานมีจำนวนลดลงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่พื้นที่การเกษตรของไทยมีประมาณ 130 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เหลือประมาณ 150,000 ไร่เท่านั้น ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน หรือประมาณ 0.05 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศ นับว่าเป็นสถานการณ์ที่แย่มาก และยังเกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตจากการใช้สารเคมี การพึ่งพาสารเคมีในระบบการผลิต ปัญหาสารเคมีที่แพงขึ้น หลายประเทศในโลกเปลี่ยนระบบการผลิตไปเป็นแบบอินทรีย์มากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป บางประเทศมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ เช่น สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์  หรือประเทศออสเตรีย ที่มีถึง 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว ประเทศเล็กๆบางประเทศอย่างเช่น ประเทศริคเก็นสไตล์ เป็นระบบเกษตรอินทรีย์เกินครึ่งประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีสภาพพื้นที่ที่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตร มีน้ำ ทรัพยากรพร้อม แต่พื้นที่เกษตรอินทรีย์กลับลดลงและไม่อยู่ในฐานะที่ผลิตพลังงานได้ด้วยตนเอง และผู้บริหารประเทศยังไม่มีนโยบายที่จริงจังกับเรื่องนี้

“พื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นต่ำกว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มาก แต่เดิมเราตั้งว่าจะต้องเพิ่มให้ได้ 10 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 10 ว่า ประเทศไทยจะต้องเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ ใน 10 ปี ซึ่งในการปฏิบัติจริงทำไม่ได้”

นายวิฑูรย์กล่าวด้วยว่า นโยบายของรัฐบาลเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พื้นที่เกษตรอินทรีย์ลดลง เช่น โครงการรับจำนำข้าว โดยตั้งราคาในระดับสูงถึง 15,000 บาทต่อไร่ แทนที่จะผลักดันนโยบายปรับปรุงคุณภาพในการผลิต เพื่อผลักดันการแข่งขันให้ต่อสู้ได้ กลับไปตั้งราคารับซื้อสูง โดยไม่มีเงื่อนไขอะไรในการรับซื้อ ซึ่งนโยบายเช่นนี้ จะไปสนับสนุนการใช้สารเคมีในการผลิต และสนับสนุนบริษัทที่ทำธุรกิจด้านนี้ เช่น บริษัทขายยาปราบศัตรูพืช และบริษัทเมล็ดพันธุ์พืช นอกจากนี้นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล ยังเป็นการตัดราคาบริษัท หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กที่รับซื้อข้าวจากชาวนา

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ ในจ.สุรินทร์หาซื้อข้าวอินทรีย์เพื่อจะส่งไปขายที่ยุโรป หาซื้อไม่ได้แล้ว เพราะชาวนาใช้ที่ปลูกข้าวเพื่อเข้าโครงการรับจำนำราคาข้าว”

บทคัดย่อ :


EU ตีกลับผักผลไม้ไทยเกินครึ่งหลังพบสารเคมีตกค้าง


นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าว TCIJ


นายวิฑูรย์กล่าวว่า นอกจากปัญหาผลกระทบที่เกิดกับสุขภาพแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มาจากการส่งออก มีการรวบรวมสถิติของผักผลไม้ที่ประเทศไทยส่งไปขายในสหภาพยุโรป หรือ EU (EUROPE UNION EU) ซึ่ง EU มีระบบการสุ่มตรวจเรียกว่า Rapid Alert System for Food and Feed (RASFF) เป็นการแจ้งเตือนการนำเข้าผัก ผลไม้  ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการตรวจพบสารเคมีในสินค้ามากที่สุด เมื่อเทียบปริมาณการส่งออกกับประเทศอื่น เช่น ประเทศจีน ขณะที่ไทยส่งออกน้อยกว่าจีนหลายเท่าตัว ตัวเลขจากการแจ้งการนับเตือนสารเคมีกำจัดแมลงตกค้างในระบบ RASFF ระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือปี             2552 2553       และ 2554 ไทยถูกตีกลับพืชผักที่ส่งขาย EU ตลอดทุกปี ในปี 2553 ถูกตีกลับถึง 55 ครั้ง

“วิกฤตนี้สะท้อนว่า ขนาดสินค้าที่ส่งออกซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบ ยังมีปริมาณสารเคมีเกินที่กำหนด ดังนั้นอาหาร พืช ผัก ผลไม้ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ ไม่ยิ่งแย่ไปกว่านี้หรือ”

เมื่อปี 2554 ยุโรปประกาศจะดำเนินการห้ามนำเข้าผักผลไม้จากไทยโดยเด็ดขาด ซึ่งส่วนราชการของไทยได้ขอเจรจากับ EU ขอระงับการส่งออกผัก ผลไม้เอง หลังจากนั้นมีการดำเนินมาตรการตรวจสอบผักทุกชนิด และยังคาดโทษด้วยว่าหากตรวจพบว่า มีสารเคมีตกค้างจะยกเลิกการนำเข้าทันที
ทั้งนี้การแจ้งเตือนของ EU สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ที่ระบุว่า เมื่อกลางปี 2554 มีการตรวจพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากถึง 40 % และที่สำคัญ 33 % จาก 40 % เป็นคาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น ซึ่งเป็นสารเคมีร้ายแรงที่อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร ปัญหาดังกล่าวทำให้ประเทศไทยสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการส่งออกเป็นจำนวนมาก และเป็นปัญหาสำคัญต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของไทยในการพัฒนาไปสู่การเป็นครัวของโลก ที่สามารถผลิตอาหารอย่างเพียงพอ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย

ชี้รัฐบาลหละหลวมปล่อยให้ขึ้นทะเบียนเพียบ

นอกจากนี้นายวิฑูรย์ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลกำลังเกิดวิกฤตในด้านนโยบายการควบคุมสารเคมี ซึ่งดูได้จากข้อมูลที่รัฐบาลปล่อยให้มีการขึ้นทะเบียนและใช้เครื่องหมายการค้า และชื่อการค้าของสารเคมีมากว่า 27,000 รายการ หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีนำเข้าประมาณ 2,000 รายการเท่านั้น  ซึ่งนายวิฑูรย์ระบุว่า เป็นเพราะกลไกความหละหลวมของระบบการควบคุม ซึ่งสารเคมีที่ต้องควบคุมส่วนใหญ่จะเป็นสารเคมีหนักที่กำหนดไว้ใน FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) แทบทั้งสิ้น  ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายเรื่องการใช้สารเคมี รวมถึงการ

ตรวจสอบบทบาทของบริษัทที่นำเข้าทางด้านจริยธรรมด้วย

             “ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคมเริ่มเข้ามาตรวจสอบเรื่องสารเคมีมากขึ้น มีการกำหนดเป็นประเด็นสำคัญในเวทีสมัชชาแห่งชาติ ทำให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถผลักดันให้มีการแก้ไข เรื่องคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยให้มีตัวแทนขององค์กรสาธารณประโยชน์เข้าไปเป็นตัวแทนในคณะกรรมการเพื่อร่วมกำหนดนโยบาย”

จี้แก้กฎหมายสกัดนำเข้าสารเคมีอันตราย

นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า ในส่วนของภาคประชาชน เช่น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายผู้บริโภค และภาคีที่เกี่ยวข้องได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อกรมวิชาการเกษตร กรณีที่วัตถุอันตรายที่หลายประเทศห้ามใช้แล้ว ไม่ควรจะอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะ 4 ชนิดที่เป็นสารเคมีสำคัญ คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น ซึ่งมีข้อมูลหลักฐานชัดเจนถึงผลกระทบจึงขอให้ยกเลิก 4 ชนิดนี้ก่อน เนื่องจากในต่างประเทศ ไม่มีการใช้แล้ว ยกตัวอย่างคาร์โบฟูราน อเมริกาที่เป็นประเทศผู้ผลิตได้สั่งห้ามใช้ในประเทศแล้ว และหลายประเทศทยอยสั่งห้ามใช้เหมือนกัน ในขณะที่ประเทศในยุโรปหลายประเทศห้ามใช้มาก่อนหน้านี้ ล่าสุดคือ จีนก็ห้ามใช้แล้ว

            “ตอนนี้กลายเป็นว่า บริษัทพยายามที่จะดิ้นเพื่อหาเหตุผล เพื่อขอขึ้นทะเบียนให้ได้ โดยการร่วมมือกับคนในหน่วยงานราชการบางส่วน เพื่อหาช่องโหว่ของระเบียบและกฎหมายคือ คาร์โบฟูราน แต่เดิมนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาและจีน แต่เมื่อ 2 ประเทศที่ส่งออกประกาศห้ามใช้ ทำให้กฎหมายไทยต้องห้ามนำเข้าสารเคมีเหล่านี้จากประเทศนั้นๆด้วย แต่บริษัทที่ขายสินค้าเหล่านี้ ใช้วิธีหลีกเลี่ยงด้วยการขอขึ้นทะเบียนคุม ดังนั้นคาร์โบฟูรานจึงมาจากหลายประเทศที่เป็นแหล่งผลิต ที่พบคือมาจากอินโดนีเซีย ซึ่งอินโดนีเซียยังไม่ประกาศห้ามใช้ ณ ปัจจุบัน โดยบริษัทนำเข้าพวกนี้ จะไปตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนขึ้นที่อินโดนีเซีย โดยการหลีกเลี่ยงระเบียบ อันนี้เป็นความฉ้อฉล  คือเป็นความไร้จริยธรรมของบริษัทรวมถึงกระบวนการที่จะขึ้นทะเบียนด้วย ถ้าหากมีการยินยอม  เท่ากับมีการฉ้อฉล ไม่โปร่งใส ไม่ดำเนินไปตามกติกา และขณะนี้มีความพยายามจะขอแก้ระเบียบที่ว่า ถ้าประเทศไหนเป็นผู้ผลิตสารเคมี แต่ไม่สามารถจำหน่ายในประเทศได้ ประเทศไทยจะไม่อนุญาตให้มีการนำเข้า ซึ่งหากจะนำเข้ามาขายในไทยจะต้องมีหนังสือรับรองจากประเทศผู้ผลิต ซึ่งกำลังมีความพยายามจะแก้กฎระเบียบใหม่ โดยไม่ต้องใช้หนังสือยืนยัน”

กรมวิชาการเกษตรเปิดทางนำเข้าเกือบพันล้าน

ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ยังกล่าวถึงเหตุจูงใจที่มีการเร่งนำเข้า คือมูลค่าการนำเข้าทางการตลาด ที่คาดว่าจะสูงถึง 3,000 ล้านบาท เช่น คาร์โบฟูราน ต้นทุนกิโลกรัมละ 15 บาท นำเข้า 10 ล้านกิโลกรัม บรรจุถุงขายกิโลกรัมละ 60-80 บาท กำไรประมาณกิโลกรัมละ 4 เท่าตัว ปี 2554 ประเทศไทยมีมูลค่าการนำเข้า 200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าบริษัทจะได้กำไรประมาณ 800 ล้านบาท

“คิดว่าเรื่องนี้ คงจะปล่อยให้ข้าราชการประจำดำเนินการไม่ได้ เราจึงเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามากำกับเรื่องนี้ให้เป็นไปตามที่แถลงต่อรัฐสภา หรือที่ประกาศไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ซึ่งระบุไว้ชัดเจน ที่จะเป็นครัวของโลก และต้องยกเลิกการขึ้นทะเบียนการนำเข้าสารเคมี ที่หลายประเทศห้ามใช้แล้ว และให้มีการเปิดเผยข้อมูลของสารเคมีที่มีการขึ้นทะเบียนทั้งหมด ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ว่าเหตุผลเบื้องหลังของการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเฉพาะสารเคมี 3-4 ชนิดนี้ สมมติว่า กรมวิชาการเกษตรตั้งเป้าว่าจะขึ้นทะเบียน 4,000 รายการ ผมไม่เชื่อว่าหน่วยงานราชการจะมีกำลังพอที่จะไปดู น่าจะรอเอกสารที่บริษัทส่งมาให้ ซึ่งแทบจะไม่มีการตรวจสอบจากภาคราชการ การขึ้นทะเบียนเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า” นายวิฑูรย์กล่าว


บทคัดย่อ :



แฉบริษัทดิ้นนำเข้า'4เคมีเกษตรอันตราย' จ้องแก้กฎไม่ใช้หนังสือรับรองการผลิต กรมควบคุมฯชี้พิษรุนแรง-ทำทารกพิการ  อียูตีกลับอื้อผักผลไม้เปื้อนเคมี-ในรอบ3ปี
โดย วรลักษณ์ ศรีใย ศูนย์ข่าว TCIJ


แฉขบวนการจ้องฮั้วบริษัทนำเข้าสารเคมีเกษตร เปิดช่องไม่ต้องใช้หนังสือรับรองจากประเทศผู้ผลิต นำเข้า 4 สารพิษต้องห้าม ทั้งที่เกือบทั่วโลกเลิกใช้แล้ว และกรมวิชาการเกษตรไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล ขณะที่กรมควบคุมโรคระบุอันตรายของพิษ รุนแรงถึงขั้นทำให้เด็กแรกเกิดพิการ ด้านอียูตีกลับผักผลไม้ไทยเปื้อนเคมีในรอบ 3 ปี ถึง 55 ครั้ง นักวิจัยชี้ผลทดลองยังมีสารตกค้างถึง 10 เท่า จวกรัฐบาลหละหลวมปล่อยขึ้นทะเบียนกว่า 2 หมื่นชนิด



กรมวิชาการเกษตรไม่เปิดข้อมูลสารอันตราย

พระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฉบับปรับปรุง พ.ศ.2551 ได้กำหนดให้ทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรประมาณ 27,000 รายการ ต้องขึ้นทะเบียนใหม่ทั้งหมด เพื่อเป็นการควบคุมการนำเข้าและการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มิให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศ ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะช่วยให้กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลความคุมวัตถุอันตราย สามารถปฏิเสธการขึ้นทะเบียนสารเคมีที่มีความอันตรายสูง โดยเฉพาะสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 4 ชนิดได้แก่ คาร์โบฟูราน (ฟูราดาน) เมโทมิล (แลนเนท) ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น ซึ่งมีพิษร้ายแรงและหลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ และปฏิเสธการขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่งสารเคมีทั้ง 4 ชนิดนี้ กรมวิชาการเกษตรได้บรรจุให้อยู่ในบัญชีวัตถุอันตราย 11 ชนิดที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่ปี 2547  แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการในการควบคุมการนำเข้าแต่อย่างใด
         อย่างไรก็ตามทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งหมดนี้ หมดอายุลงในวันที่ 22 ส.ค.2554  และกรมวิชาการเกษตรได้มีคำสั่งอนุโลมให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งหมดรวมถึงสารเคมีเฝ้าระวัง สามารถวางจำหน่ายได้จนถึงเดือนส.ค.2556 ซึ่งทำให้การนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ขณะที่กรมวิชาการเกษตรกำลังพิจารณาอนุญาต ให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด ดังกล่าว โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณา ที่จะยืนยันความปลอดภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่อสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ซึ่งขัดต่อมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 มี.ค.2552 ที่ระบุว่า “ก่อนการประกาศขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรทุกประเภท ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยขั้นตอนการขึ้นทะเบียน และข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณา ก่อนประกาศกำหนดรายละเอียดตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบก่อนการพิจารณาอนุญาต และให้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียไปประกอบการพิจารณาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

งานวิจัยระบุชัดอันตรายร้ายแรง
ทั้ง 4 ชนิด

ข้อมูลจากมูลนิธิชีววิถี ระบุว่า จากรายงานการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ณ วันที่ 15 พ.ย.2554 พบว่า บริษัทสารเคมีเกษตร 13 แห่งกำลังขอขึ้นทะเบียน คาร์โบฟูราน เมโทมิล และไดโครโตฟอส รวมทั้งสิ้น 23 ทะเบียน โดยสารเคมีเหล่านี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาขั้นสุดท้าย ยกเว้นอีพีเอ็น ที่ยังไม่มีรายงานการขึ้นทะเบียนในปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการขอขึ้นทะเบียนเมโทมิลมากที่สุด ในกลุ่มสารเคมีเฝ้าระวัง จำนวน 12 ทะเบียน โดยบริษัทแห่งหนึ่งขึ้นทะเบียนเมโทมิล ถึง 4 รายการ
นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ไทย เมื่อกลางปี 2554 โดย ดร.สุภาพร ใจการุณ และคณะ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ยืนยันผลจากงานวิจัยอื่นๆ ทั่วโลกว่า คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น และเมโทมิล เป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่สมควรยกเลิกห้ามใช้โดยเร่งด่วน เพราะนอกเหนือจากที่มีระดับความเป็นพิษสูงมากแล้ว ยังมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ตกค้างในสิ่งแวดล้อมและตกค้างในพืชปลูกเกินระดับที่จะสามารถยอมรับได้

สารเคมีในเลือดเกษตรกรเกิน 50%-พบทารกพิการอื้อ

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าว TCIJ ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในประเทศไทยว่า สารเคมีเป็นปัญหามานาน นโยบายเรื่องสารเคมีมักไม่ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรพัฒนาเอกชนเหมือนเรื่องอื่นๆ ดังนั้นปัญหาจึงมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดกับเกษตรกรที่ใช้สารเคมีจำนวนมาก ตัวเลขการตรวจเลือดของเกษตรกรที่อยู่ในระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย อันเนื่องมาจากการสะสมของสารเคมีเมื่อปี 2554 ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อยู่ที่ประมาณ 53 % จากกลุ่มตัวอย่างสุ่มตรวจประมาณแสนตัวอย่าง
ซึ่งสถิติตัวเลขผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ผลกระทบกับสุขภาพที่เกิดขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนคือ เด็กที่เกิดจากครอบครัวเกษตรกรที่ใช้สารเคมีจำนวนมากจะมีความพิการซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้สารเคมี เช่น  ปากแหว่ง  เพดานโหว่ นิ้วกุด  เป็นต้น








“ชาวบ้านที่เสียชีวิตเพราะการใช้สารเคมี มีจำนวนมาก ยกตัวอย่างเกษตรกรที่ปลูกพริกและใช้สารเคมีมาก 
เช่นในจ.ขอนแก่น เกิดขึ้นหลายราย ข้อมูลสถิติยืนยันชัดเจน ข้อมูลทางการแพทย์ที่ชัดเจนที่ จ.เชียงใหม่ 
ก็มี  และมีการตรวจละเอียดมาก เคยลงไปตรวจปัสสาวะของเด็กในครอบครัวเกษตรกร ตรวจสุขภาพเด็ก
แรกคลอด พบการสะสมของสารเคมีในระดับที่เกิดอันตรายได้ทั้งสิ้น”

          ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการใช้สารเคมีในประเทศไทย ซึ่งผู้อำนวยการไบโอไทยได้อธิบายรายละเอียดการใช้สารเคมีว่า ในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนของสารเคมีมากที่สุด คือพื้นที่ราบภาคกลาง ที่เป็น
พื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีสูง และมีจำนวนประชากรเจ็บป่วยจากสารเคมีมากด้วย ซึ่งสะท้อนว่า พื้นที่ที่มีการ
ใช้สารเคมีสูง จะสะท้อนภาวะการเจ็บป่วยของประชากร จากกราฟแสดงตัวเลขผู้เจ็บป่วยจากการได้รับสาร
เคมี จากระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมามีตัวเลขเกินครึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็ง ใน
ประชาการโดยสถิติคนที่ตายด้วยโรคมะเร็งมีมากกว่าโรคอื่นนั้น สาเหตุหนึ่งมาจากการบริโภคอาหาร

คัดลอกจาก :



เลิกใช้เคมีการเกษตร เลิกจน หยุดโลกร้อน หยุดทำลาย


อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

(United Nations Framework Convention on Climate Chang, UNFCCC)” นำไปสู่การจัดทำ พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งรู้จักกันอีกอย่างว่าเป็นสนธิสัญญาเกี่ยวกับภูมิอากาศของโลก
          โดยมีเป้าหมายผูกพัน คือ การควบคุมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 6 ชนิด ได้แก่
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PCFs) และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) โดยเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนา แล้วลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5.2 เปอร์เซ็นต์ ภายใน พ.ศ. 2555         

          แม้ว่าประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ จะจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ Non – Annex I ซึ่งไม่มีพันธะกรณีในการ ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตเรื่องของกลไกการพัฒนาที่สะอาด (มาตรา 12) โดยสามารถเลือกเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของอนุสัญญาและพิธีสารได้ตามความสมัครใจก๊าซเรือนกระจกมีที่มาจากทั้งธรรมชาติ และจากกิจกรรมของมนุษย์ ในยุคก่อนอุตสาหกรรมการสะสมของก๊าซต่างๆในบรรยากาศค่อนข้างคงตัว แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา มีหลักฐานบ่งชัดว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มากกว่าการเกิดตามธรรมชาติ ตัวอย่างกิจกรรมของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ การเผาผลาญเชื้อเพลิงจากซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์และการทำลายป่า การกสิกรรมและปศุสัตว์ซึ่งก่อให้เกิดของเสียเป็นสิ่งปฏิกูลต่างๆตามมา การใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น เป็นต้น
ผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อนผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องมีการปรับตัวใหม่ เพื่อตอบสนองต่อปัจจัยและเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ไม่สามารถปรับตัวได้จะต้องสูญพันธุ์ในที่สุด การสูญหายไปของสิ่งมีชีวิตแม้เพียงชนิดเดียวย่อมกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ส่งผลต่อความมั่นคงในการดำรงอยู่ของระบบนิเวศนั้นๆ

"ยูเอ็น"เตือนโลกร้อนฉบับที่ 2 ทำเสียหายมหึมา-เอเชียหนัก"


ยูเอ็น"สรุปภาวะโลกร้อนฉบับที่ 2 สร้างค่าเสียหาย 23,700 ล้านดอลลาร์ ถึง 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ชี้ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเพิ่มระดับน้ำขึ้น 1 เมตร เสียหายในเชิงเศรษฐกิจมากถึง 944,000 ล้านดอลลาร์ เกือบครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในเอเชีย วอนทุกชาติร่วมมือ เตรียมแถลงเป็นทางการ"


ไนตรัสออกไซต์ (N20)
ไนตรัสออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพที่ทำให้เกิดโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 296 เท่า และคงอยู่ในบรรยากาศเป็นเวลา 114 ปี ก๊าซนี้ถูกปล่อยออกมาโดยธรรมชาติจากมหาสมุทรและดิน แต่ไนตรัสออกไซด์ที่มนุษย์ก่อให้เกิดนั้นกำลังเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซชนิดนี้ กิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซนี้ ได้แก่ เกษตรกรรม (ส่วนมากโดยการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน) และอุตสาหกรรม และยังเกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลและวัสดุอินทรีย์อื่นๆ


           มีความพยายามเสนอมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นการดำเนินการที่ชัดเจนพอที่เราจะบอกว่าควรสนับสนุนหรือคัดค้าน แต่จากทิศทางการพัฒนาการเกษตรที่เป็นอยู่ คือเน้นสนับสนุนการเกษตรขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีเยอะ ๆ ใช้เมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) จะไม่ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน และอาจทำให้ปัญหาแย่ลงได้  ส่วนการศึกษาในประเทศไทย นักวิชาการคนเดียวกัน กล่าวว่า ภาพรวมพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากปริมาณก๊าซที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลผลิตของพืชลดลงเรื่อยๆ แต่ขนาดของผลกระทบแตกต่างกันไปในแต่กรณี เช่น พื้นที่ปลูกข้าวใน จ.สุรินทร์ มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด พื้นที่ปลูกข้าวโพดใน จ.นครราชสีมา ก็มีความอ่อนไหวมากกว่าพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เกษตรกรที่ปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยเคมีมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงน้อยกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมี


           นายสหัสชัย คงทน นักวิชาการสำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกต่อภาคเกษตรกรรมว่า สาขาการผลิตที่ผูกพันกับสภาพธรรมชาติมากยิ่งเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ภาคเกษตรจึงมีความอ่อนไหวต่อ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มากไทยเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่พึ่งพาสาขาเกษตร โดยเฉพาะด้านกสิกรรม มีพืชเศรษฐกิจหลายชนิดที่เป็นสินค้าส่งออกและเป็นสินค้าเริ่มต้นเพื่อการผลิตในสาขาอื่นในประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย สภาพดินฟ้าอากาศจึงมีผลต่อการผลิตของพืชเหล่านี้เป็นอย่างมาก การศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคเกษตรจึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับการปรับตัวแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น